ผู้เขียน หัวข้อ: อาการโรคเอดส์ปัจจุบันนี้มองไม่ออกเพื่อความปลอดภัยเราจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน  (อ่าน 276 ครั้ง)

ออฟไลน์ songujee191

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
  • Karma: +0/-0
    • อาการโรคเอดส์
   ผมต้องการจะเผยเรื่องราวที่พบเห็นกับจากประสบการณ์ เพื่อเป็นข้อคิดให้กับทุกท่านที่อ่านกันและคาดการณ์ว่าคงได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ถึงประเด็นของอาการโรคเอดส์หรือคนที่ติดเชื้อ เอชไอวี เราเคยศึกษาเล่าเรียนกันในชั้นเรียนเมื่อสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องของโรคในกลุ่มการร่วมเพศ อาการของโรคเป็นยังไง เป็นแล้วจะเป็นยังไง สังคมจะยอมรับได้ไหม อะไรจำพวกนี้แล้วเราก็ไม่ได้เห็นมันสำคัญและแค่จำผ่านๆเท่านั้น
   แต่สิ่งที่กำลังจะเล่าอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนความคิดของคุณก็ได้ ตัวผมและเพื่อนๆเป็นนักเที่ยว ชอบเที่ยวไปในที่ต่างๆ และเที่ยวกลางคืนก็มักจะเจอผู้หญิงหลากหลายอยู่แล้ว เมื่อก่อนพวกเราเที่ยวกันแบบแทบไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าจะต้องนึกตรองถึงโรคทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากทุกครั้งที่เจอคนที่ถูกใจก็จีบกันไปเป็นแฟนกันแล้วก็เลิก เวียนวนอยู่แบบนี้มากมาย ไม่เคยจะใส่ใจกับมันว่าจะเกิดอะไรขึ้น
   จวบจนถึงเมื่อพวกเราอายุมากขึ้นและเริ่มจะสร้างครอบครัว เพื่อนผมคนหนึ่งได้มีครอบครัวกับแฟนที่รักและสร้างครอบครัวด้วยกันแต่ยังไม่มีลูกอยู่กินกันมา 5 ปี เพื่อนผมคนนี้ตั้งแต่แต่งงานก็เลิกเที่ยว เลิกมีกิ๊กในบัดนั้น รักเมียตั้งใจทำการทำงานเพื่อครอบครัวที่ดี ผมก็ปลื้มใจและดีใจกับเขาด้วยแม้เพื่อนเที่ยวจะขาดไปคนนึงก็ตาม สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนคนนี้ได้โทรมาหาและขอปรึกษาว่าได้ไปตรวจสุขภาพแล้วผลเลือดออกมาเป็น “บวก” ทั้งแฟนและตัวมันเอง ผมก็ถามกลับไปว่าแอบไปเที่ยวมีกิ๊กบ้างรึเปล่า ซึ่งเพื่อนคนนี้ก็ย้ำอย่างมั่นใจว่าไม่ได้มีเลย ไม่ได้เที่ยวแบบนั้นหรือทำอะไรแบบนั้นอีกเลยมีเมียคนเดียวมาตลอด ผมก็ได้แต่ปลอบโยนให้ใจเย็นๆและจะช่วยทำความเข้าใจหาข้อมูลให้ว่ารักษายังไงกันต่อไป
   เกิดขึ้นได้ยังไง คำถามที่ผมถามตัวเองและคิดว่าทำไมต้องเกิดกับคนที่ปฏิบัติตัวดีแล้วครอบครัวมีความสุขแล้ว และเกิดขึ้นตอนไหน ไม่เห็นมีอาการโรคเอดส์ ตรงไหนบ่งบอกมาตลอด 5ปี ว่าติดเชื้อเลย ความกลัวเริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจผม และผมยังไม่ได้บอกเพื่อนๆคนอื่นในกลุ่มเพราะเพื่อนคนที่ติดเชื้อได้ขอไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกกลัวเพื่อนๆรังเกียจและรับไม่ได้ หลังจากนั้นผมเริ่มศึกษาข่าวคราวเกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างจริงจัง  จากอากู๋หรือ google ก่อนในช่วงแรกๆ และผมตกลงใจอย่างหนักแน่นเลยว่า เอาวะไปตรวจเลือดตัวเองด้วยเลยจะได้รู้ๆมันไปว่าเป็นด้วยไหม
   ในวันที่ไปตรวจเลือดก็ได้เจอพยาบาลสาวสวยใจดี ยังไม่วายจะเจ้าชู้ 555 ซึ่งผลก็อายและก็กลัวคนมองว่ามาตรวจเลือดแสดงว่าเป็นใช่ไหม คิดไปเองก่อนพาเครียดเหมือนกัน แต่เคราะห์ดีที่พยาบาลให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ดีมากๆ ผมได้ถามตรงๆเลยว่า อาการโรคเอดส์สามารถดูได้จากอะไรบ้างแล้วอาการจะแสดงตอนไหน ซึ่งผมสับสนในเรื่องของเพื่อนผมเป็นมาอยู่กันมากับแฟน 5 ปี ไม่แสดงอาการอะไรเลย พยาบาลก็บอกว่า โดยปกติคนที่ติดเชื้อมาสักพักจะมีอาการไม่เหมือนกันในแต่ละคน ร่างกายผอม น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เป็นไข้เป็นหวัดบ่อยแล้วหายช้า ในบางคนอาจจะมีตุ่มใสๆขึ้น มีฝ้าขาวในช่องปาก นี่เป็นอาการเริ่มแรกที่สังเกตได้ ทำให้ผมรำลึกถึงกลับไปสมัยที่เล่าเรียนเลยว่า เฮ้ย เราเรียนมานี่หว่าอาการพวกนี้คุ้นหูมากแต่เราไม่ได้สนใจกับมัน แต่ผมก็ยังสงสัยว่าเพื่อนผมก็ปกติไม่เห็นมีอาการอะไรเลย
   จนมาเจอะคุณหมอท่านหนี่ง ได้บอกไว้ว่าในบางท่านอาการโรคเอดส์อาจจะไม่ได้แสดงเลยจนร่างกายภายในแย่หมดแล้วเมื่อตรวจเจอก็อาจจะเสียชีวิตในเวลาไม่นานเลยก็มี และก็มีในบางคนที่ไม่แสดงอาการในลักษณะของเพื่อนผมเลยก็มี เพราะว่าเป็นคนดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานอยู่ตลอดเพื่อมาต่อสู้กับเชื้อ เลยทำให้ไม่บ่งบอกอาการหมอยังได้บอกอีกว่าทุกวันนี้คนที่ติดเชื้อที่ไม่ได้เข้าทำการรักษาและติดเชื้อแบบไม่รู้ตัวมีอีกหลายแสนคน เพราะเก็บสถิติคนที่เข้าทำการรักษาได้เพียงไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่ไม่รู้ตัวมีอยู่เพียบและมีโอกาสแพร่เชื้อได้อีก พอผมฟังแพทย์พูดจบทำให้นึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ทันทีว่าทำไมถึงรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยไม่เพียงแต่แค่คุมกำเนิดแล้วเป็นการป้องกันการติดเชื้อด้วย เลยทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตที่ไม่ได้แสดงกายกรรมเสี่ยงตายอย่างเราก็เหมือนเสี่ยงอย่างมากกับการใช้ชีวิตอย่างประมาทแบบนี้ ตอนนี้ผมอาจจะยังไม่มีครอบครัวถ้าติดเชื้อก็ยังตัวคนเดียว แต่ถ้ามีครอบครัวภรรยาขึ้นมา ก็จะกลายเป็นว่านำไปติดเขาอีกทั้งๆที่เขาไม่รู้อะไรเลย แต่สุดท้ายผลตรวจของผมในอาทิตย์ถัดมา ปลอดภัยและอีก 3 เดือน ตรวจก็ยังปลอดภัยทำให้โล่งใจไปได้ ส่วนเพื่อนของผมก็เข้าทำการรักษาปกติรับยาและดูแลสุขภาพให้ดีอย่างเป็นประจำ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะคาดการณ์ได้ว่าเพื่อนผมที่ไม่แสดงอาการเพราะออกกำลังกายเป็นปกติ เข้าฟิตเนส รับประทานอาหารดีมีคุณประโยชน์ของทอดอะไรพวกนี้มันแทบไม่แตะเลย นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้เพราะแข็งแรงมาก
   หลังจากเจอกรณีนี้กับคนใกล้ตัวทำให้ผมตั้งเป้าไว้เลยว่าจะต้องป้องกันทุกที ไม่ว่ากับแฟนหรือกับใคร และก็ทำให้ผมตั้งใจจะเลิกกินเที่ยวมั่วไปเรื่อย และบอกต่อให้กับเพื่อนๆในกลุ่มว่าพอดีกว่าไม่อยากเสี่ยงแบบนี้อันตรายต่อเราและผู้อื่นด้วยถ้าเราเป็นแล้วไม่รู้ไปแพร่เชื้อให้กับคนอื่นต่อ เพื่อนๆผมก็แห่กันไปตรวจพร้อมกันในช่วงถัดไปและก็ยังโชคดีที่ไม่มีใครติด และก็เจอกันก็กลายเป็นเรื่องที่แซวกันถึงอาการโรคเอดส์ต่างๆ ใครตุ่มขึ้นก็โดนหนัก มีผื่นหรือมีอะไรที่เข้าทางก็จะถูกโจมตีด้วยคำพูดต่างๆนานา อย่างน้อยก็เป็นการเตือนสติกันอยู่ตลอด
   ทุกวันนี้ผมเองมีแฟนและยังป้องกันอยู่เสมอพอคบกันได้สักระยะ ก็ชวนกันไปตรวจแต่ต้องคุยให้แฟนเราเข้าใจด้วยนะครับ จึงอยากจะนำเรื่องราวตรงนี้มาแบ่งปันกับพี่ๆน้องๆเพื่อนๆ ที่ยังคิดว่าไม่เป็นไรหรอก คำว่า ”ไม่เป็นไร” นี่แหละครับอาจจะทำให้เสียใจภายหลังก็ได้ ทำความเข้าใจอาการโรคเอดส์ไว้บ้าง ป้องกันทุกครั้งแม้จะเป็นแฟนกันเราก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าก่อนหน้านั้นมีแฟนมาแล้วติดเชื้อไหม แฟนเราสักไหมอาจจะติดจากเข็มสักหรือป่าว ป้องกันไว้ก่อนและคุยกันชวนกันไปตรวจถ้าคิดจะลงเอย สร้างครอบครัวแต่งงานกัน เพื่อความปลอดภัยของเด็กที่จะเกิดจากคนสองคนอีกด้วย
    ผมเองคงหวังว่าจะทำให้ท่านที่อ่านได้คิดบ้าง เพราะอาการโรคเอดส์ปัจจุบันนี้คงไม่สามารถดูรู้ได้จากทางสายตา อาจจะปะปนอยู่กับคนใกล้ตัวคุณก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็ป้องกันไว้ก่อนให้เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างของความไม่เลินเล่อ เพื่อนของผมยังโชคดีมากที่ตรวจเจอก่อนที่จะตัดสินใจมีลูก นั่นคือสิ่งที่เพื่อนพูดกับผมว่ากำลังจะคิดมีลูกเลยเพราะฐานะเริ่มมั่นคง ไม่มีหนี้สินแล้ว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถหมด ไม่งั้นเด็กที่เกิดมากก็ต้องมาแบกสถานการณ์ความเสี่ยงอีกว่าจะติดจากแม่รึเปล่า ขอบคุณที่อ่านจนจบ และขอให้ตั้งอยู่บนความไม่เลินเล่อทุกคนครับ